GFGF's profileGreatFoodGoodFriendsPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 13

    ค่ายหมออาสา ตอน รัก รักเธอไม่มีหมด

    โครงการค่ายหมออาสา ตอน รัก รักเธอไม่มีหมด

                    เอาบุญมาฝากจ้า....อุตส่าห์โดดเรียนวันเสาร์อาทิตย์เพื่อลุ้น ขอไปร่วมออกค่ายหมออาสา สองวัน หนึ่งคืน ที่บ้านร่มโพธิ์ทอง ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา จัดขึ้นโดยชมรมนักศึกษาทุน มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ร่วมกับมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ คือว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะเค้าเลย นักเรียนทุนก็ไม่ใช่ แต่ยกมือ ใจมันเรียกร้อง อยากจะไป ๆไปด้วยคนนะ  ลุ้นอยู่สองอาทิตย์ในฐานะคนนอก สุดท้ายก็ได้ไป

                    เสาร์ที่ 9 ธันวาคม 49

                นัดกันที่วังสวนผักกาดเวลา 8.00 น. เราไปถึงเช้าเลยแวะกินข้าวแกงข้างวังก่อน (จริงๆอยู่หน้าอาบอบนวดเจ้าพระยา) เจ้านี้อร่อยแฮะ แปดโมงเป๊ะก็ไปเทียบท่ารถบัส ซึ่งจอดขวางทางทำถนนรถติดยังไงก็ไม่รู้ ยกกองหนังสือการ์ตูนเด็กที่มัดไว้อย่างดี กับ เสื้อผ้าชุดนักเรียนเตรียมฯ (ได้ฤกษ์บริจาคละ) แล้วก็ถุงเกมเศรษฐีที่คุณเจนฝากมา ไปสมทบกับข้าวของของทุกคน 8.15 ได้ฤกษ์ออกเดินทาง อาจารย์สุรพงศ์ ท่านประธานชมรม ก็กล่าวต้อนรับเชิญออกไปแนะนำตัวหน้ารถกันทีละคน เราก็เอ๊ะ ทุกคนไมได้เป็นหมอแบบที่เราคิดไว้ตอนแรกนินา (ด้วยความที่ชื่อว่าค่ายหมออาสา) คือทางมูลนิธิมีแจกทุนให้กับนักเรียน ทุกสาขาวิชา แต่เท่าที่รู้แน่ๆก็คือว่ามี นักเรียนทุนจากทุกสารทิศ อาทิเช่น คุณหมออนุวัฒน์ ผู้อำนวยการรพ.คำชะอี จ.มุกดาหาร น้องปุ๋ม โคราช พี่สมคิด จ.ตรัง พี่ พงศ์ จากมอ.สงขลา น้องปอยฝ้าย ปี3ถาปัดเชียงใหม่ ถาปัดม๊ากกมาก ใส่เสื้อผ้าดิบคลุมโดดเด่น ตัดผมหน้าม้า (มีคำถามทำไมชื่อปอยฝ้าย น่าจะเป็นปุยฝ้าย...น้องบอกว่า ก็ชื่อปอยฝ้ายแต่เกิดอะครับ (ตอบหน้าตายๆ) เออ ดีค่ะ ขอโทษที่ถาม ฮ่าๆ) บึ่งไปจนอีกเกือบ 10 กม.จะถึงปลายทาง ก็มีประกาศให้เปลี่ยนรถทัวร์ (ยังกะเปลี่ยนเครื่องบิน) เพราะรถที่เรานั่งกันอยู่ มีภารกิจต้องไปด่วน (อ้าวววทำไมไม่จัดกันให้ดีตั้งแต่ต้นก็ไม่รู้) จนเกือบเที่ยงก็ไปถึง โรงเรียนบ้านร่มโพธิ์ทอง มีนักเรียนตัวเล็กตัวน้อย ใส่ชุดกีฬาโรงเรียนสีเหลืองมารอ เหลืองอร่ามเต็มมมไปหมด (เยอะจริงๆ) พวกทีมงานเริ่มเครียด จะเล่นกะอะไรกะเด็กๆดีนะเนี่ย!! เยอะซะขนาดนี้  เราไปเปลี่ยนเสื้อชมรมเพื่อให้เข้าทีม เสร็จก็ไปรอกินข้าวที่โรงอาหาร เห็นแล้วคิดถึงโรงอาหารสมัยเด็กๆ เป็นโต๊ะยาวๆต่อกันเป็นแถวๆแล้วมีอ่างให้เก็บถ้วยชาม ไปรอต่อแถว เป็นอาหารแบบชาวบ้านจริงๆ มีต้มฟักชาวบ้าน กับแกงเขียวหวานไก่บ้าน ของหวานคือเผือกต้มกะทิ (ปอยฝ้ายบอก เผือกต้มน้ำบาดาลอ่ะพี่... เออ รู้ด้วยแฮะ) คุณวาเลนก็ชิมทุกอย่าง กินประทังหิวจริงๆเลยงานนี้ แต่ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร (ประธานมูลนิธิ) ก็กินแบบเดียวกันกับพวกเรา ทำเอาน้องๆประทับอกประทับใจ พี่ๆ เอาขนมจีบ กะขนมผักมาสมทบด้วย อร่อยดี กินกันอิ่มแล้วก็ไปรวมพลกันหน้าเวที เรียกเด็กๆมาเข้าแถว รวมพลกันหน้าเวที กิจกรรมทั้งหมดมีดังนี้

                    - ตรวจและรักษาโรคทั่วไป (มีพี่หมอ 3 คน คุณหมออนุวัฒน์มีฝังเข็มให้คนไข้ด้วย)

                - ตรวจและทำฟัน (มีพี่หมอ1 คน ชื่ออะไรน้า...เอาลูกชายไปด้วย ซนสุดๆ พี่จูบอกว่ามีเด็กถูกถอนฟันร้องจ๊ากกก เสียงดังมากๆ)

                    - สาธิตการนวดแผนไทย (ก็มีพี่หมอนวดและทีม จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว แต่แฟนพี่เค้าทำงานอยู่กสิกร)

                - ปลูกพืชสมุนไพรซ่อมแซม ติดตั้งป้ายสวนสมุนไพรและป้ายชื่อสมุนไพรพร้อมสรรพคุณ (พี่ไม้ พี่แดง พี่พฤกษ์ และอื่นๆ รวมทั้งคุณวาเลน ที่ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆในตอนแรก ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรจิงๆนินา ดินมันแห้งแล้งมากๆจนต้องใช้แรงผู้ชายขุด ยังปลูกลงดินไม่ได้ซะที)

                - ตัดผมฟรี (มีพี่คนนึงเคยตัดเป็นอาชีพ แล้วก็มีมือสมัครเล่นอีกหนึ่ง ก็มีมือกรรไกรทั้งหมด 2 คน)

                - ระบายสี (ทางชมรมเตรียมแผงผ้าลายการ์ตูนและสีมาพร้อม)

                    - สันทนาการร่วมกันเด็กๆ (ในที่สุด คุณวาเลนก็มาเล่นเกมแทนซะงั้น  ก็มีเก้าอี้ดนตรี ส่งบอล เหยียบลูกโป่ง เก็บเศษลูกโป่งและขยะแลกของรางวัล (ขอบอก ขยะบริเวณนั้นสะอาดเรียบ!  ไม่รู้ว่าเด็กๆแอบไปหยิบขยะจากถังอื่นมาแลกของด้วยรึป่าวนะเนี่ย)

                    - แข่งฟุตบอลร่วมกับชาวบ้าน (พวกเราเล่นเกมกะเด็กเสร็จ ก็ไปตีวอลเล่ย์บอลกะน้องๆต่อ โดยใช้บอลที่พวกเราเตรียมไปบริจาคเนี่ยแหละ แต่ขอร้อง ลูกแข็งมากกกก ตีไปสองทีข้อมือแดง คุณวาเลนเลยแอบชะแว๊บไปล้างมือ เยี่ยมห้องสมุดเค้าหน่อยดีกว่า)

                    - ซ่อมทุกอย่างที่ขวางหน้า (เป็นความหวังของคุณปู่ คุณลุงมากๆที่หอบ หม้อหุงข้าว วิทยุ จักรยาน ฯลฯ มากองไว้ โดยพี่ๆน้องๆวิศวกรทุกคน ถูกเกณฑ์มาเป็นช่างซ่อมจำเป็น ด้วยปริญญาวิศวะ ค้ำคอ ทั้งๆที่แต่ละคนก็จบวิศวะโลหะมั่ง หรือสาขาต่างๆ ไม่มีสาขาไฟฟ้าซะคน แต่อย่างที่บอกทุกคนสวมวิญญาณช่างซ่อมจำเป็น พี่ชัยพฤกษ์มาเล่าให้ฟังตอนกลับ เรื่องที่พี่เค้าซ่อมวิทยุให้คุณลุง คือเกิดมาพี่เค้าก็ไม่เคยซ่อมวิทยุมาก่อน แต่ดูหน้าคุณลุงฝากความหวังตาเป็นประกาย เลยสู้ตาย ศักดิ์ศรีเด็กวิศวะ...จับโน่นลองเชื่อมนี่ เอ้อ ติดแล้ว ดีใจๆ แต่ปรากฏว่าห้ามปิด เพราะปิดจะดับไปเลย ให้คุณลุงเอาถ่านออกได้เท่านั้น แล้วก็ให้ใช้เสียงได้แค่เบอร์ 5-8 ประมาณนี้ คือ ก็ช่วยซ่อมเท่าที่ช่วยได้จริงๆอ่ะนะ ไมได้เห็นหน้าคุณลุงตอนแบกวิทยุกลับแฮะ) ช่วงนี้คุณวาเลนออกจากห้องสมุดก็แอบชะแว๊บไปรถขายเครปด้านหลัง ขาย 3 ไส้ 10 บาทเองล่ะ ถูกมากๆๆ เท่าที่จำความได้กินในกทม.ก็ 2 ไส้ 15 บาทแล้วนะ แต่แม่ค้าบอก ราคา 15 บาทเค้าก็ทำได้ แต่เด็กๆไม่มีเงินหรอก ก็อืมมก็จริงเนอะ 10 บาท เด็กตัวเล็กกินขนมก็เยอะแล้วล่ะ)

                    - มอบทุนอาหารกลางวัน และสิ่งของที่ได้รับบริจาค (ก็มีทั้งผ้าห่มและมุ้ง หนังสือและเสื้อผ้า ซึ่งหนังสือแมกกาซีนพวกแพรว ดิฉันเยอะมากๆ เราดีใจที่ได้บริจาคการ์ตูนเด็ก (ที่ควรจะบริจาคไปตั้งนานแล้ว แต่ยังกองใส่ถุงกระดาษกะพลาสติกอย่างดีอยู่ที่บ้าน ของรักของหวงในสมัยเด็ก) ให้ถูกกลุ่มเป้าหมายพอดี พี่เอ๋ เอาการ์ตูนดราก้อนบอลครบเซ็ตหลายสิบเล่ม เก็บในห่อแพ็คพลาสติกมีซิปซะอย่างดี ไปถึง น้องสาคร กับพี่พฤกษ์ก็รีบทำ QC กันเชียว ตอนให้พี่เอ๋ก็เป็นคนหอบไปที่ห้องสมุดด้วยตัวเอง แลดูมีค่าจัง กลัวคนแฮ๊บไปเป็นของส่วนตัว (เราเห็นยังอยากอ่านมั่งเลย อิอิ) เสื้อผ้าก็ถึงมือทุกๆคนจริงๆ เก่าของเรา ใหม่ของเค้า เห็นแบ่งกันกับตาตัวเอง ก็รู้สึกดีใจที่ของไปถึงมือคนที่อยากให้ ถ่ายรูปหมู่ เสร็จแล้วก็ร่ำลาเด็กๆ

                    มุ่งหน้าไปที่พักที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน  บ้านพักเป็นหลังๆ พี่ๆบางคนไปรถส่วนตัวก็เอาเต็นท์ไปกางนอนเองด้วยประมาณอีก 6 หลัง ไปถึงพระอาทิตย์กำลังตกดิน แดดสวยได้ที่เลยทีเดียว แล้วก็เริ่มกินข้าวเย็นกัน กับข้าวรสชาติดีมาก แกงส้มผักรวม ปลานิล ไข่เจียว ผัดเห็ดฟาง อร่อยจัง กินไปเยอะมาก อิ่มแล้วคุณวาเลนรีบบึ่งตามพี่จูไปอาบน้ำก่อนเลย เพราะเหนื่อยเหนียวตัวและคลุกฝุ่นกะเด็กๆมาทั้งวัน ห้องนอนก็เป็นแบบนอนรวม ปูที่พื้นหกคน แต่เราก็นอนเบียดๆกัน10 คน เพราะที่นอนไม่พอ ห้องน้ำก็แอบลำบากไม่มีที่ให้วางหรือแขวนเสื้อผ้าเลย (อารมณ์แบบไปค่ายจริงๆ) แล้วห้องน้ำห้องเดียวกับคนสิบคน มันก็ลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะต้องทำเวลา แต่ก็แค่คืนเดียวเองล่ะ แบ่งๆกันไป ได้เวลาก็ออกมานั่งล้อมวงสี่เหลี่ยมบนเสื่อที่ปูไว้รอบกองไฟ ได้เวลาเปิดใจ พูดออกโทรโข่ง พูดผ่านไปสองสามคนเริ่มเอื่อยไม่ค่อยมีใครอยากพูดต่อ พี่หน่อย เป็นดีไซเนอร์ชุดชั้นใน ก็ออกตัวให้ความรู้ในการใส่ชุดชั้นใน (ถูกอกถูกใจสาวๆ ฟังกันหูผึ่ง ที่นั่งเคลิ้มๆเกือบหลับก็ตื่นทันที พวกผู้ชาย ขอวิธีถอดชุดชั้นใน) หลังจากนั้น หลายคนก็เริ่มทยอยขุดเอาความรู้วิชาชีพต่างๆมาสู้กันเลยทีเดียว น้องยา เอาความรู้พืชสมุนไพรมาสู้ บอกให้กินดอกแคม่วง เพิ่มหน้าอกได้ (จริงรึป่าวเนี่ย) ผู้ชายให้กินแตงโม จะได้เตะปี๊บดังตลอด เออ เริ่ด ไหนจะความรู้เรื่องยางมิชลิน มีโฆษณาคั่นซาลาเปามังกรหยก(น้องอ้วนตัวเล็กมาช่วยพูดโฆษณาบริษัทที่พ่อหรือแม่ก็ไม่รู้ทำอยู่ให้เสร็จสรรพ) ระหว่างพูดๆฟังๆ ก็มีไส้กรอกอีสาน แหนม มะม่วงมัน แจกรอบวง กินกันตลอดเวลา คุณวาเลนก็ไปคว้าโทรโข่งมาพูดกับเค้าด้วย เล่าเรื่องราวความประทับใจ และที่มาว่าทำไมมานั่งอยู่ตรงนั้นได้ เล่าซะยาว ไม่รู้มีคนฟังอยู่กี่คน ฮ่าๆ พอเริ่มอิ่มเริ่มง่วง พูดกันเกือบครบ ก็แยกย้ายกันไปนอน โปรแกรมไปส่องสัตว์ก็ถูกยกเลิกไป เพราะส่องหน้าพวกเรากันเองแทนแล้วกัน เห็นพี่เค้าบอกว่าคืนนี้ช้างสองตัวมากระซิบว่าไม่ออกมานะ (เป็นมุข ช้างบนขวดเบียร์!) มีแจกกระดาษมาคนละแผ่นให้เขียนความรู้สึก พี่เค้าว่าจะเอาไปรวมลงเล่ม แจกพร้อมซีดีรูป กลับห้องมาก่อนนอน เราก็เขียนให้เสร็จๆ แล้วก็งีบก่อนชาวบ้านเค้าเลย สามารถหลับได้ในทุกสถานการณ์เหมือนเคย อิอิ

    เสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2549

                    ตื่นตีห้าครึ่ง มาล้างหน้าแปรงฟัน หกโมงกว่าๆก็ออกไปเดินดูนก ก็ไม่ค่อยจะเห็นนกหรอก เราไปเดินเล่นสูดอากาศมากกว่า เสร็จแล้วก็กลับมากินอาหารเช้า เป็นข้าวต้มกุ้ง ปาท่องโก๋ ไปเก็บของแล้วก็ออกเดินทางกัน แวะ เขื่อนสียัด อะไรซะอย่าง ถ่ายรูปหมู่กัน แวะสวนป่าสมุนไพรเขาหินซ้อน พี่โก๋เป็นอธิบดี ขับรถนำมาก่อนก็มาแวะให้ความรู้พวกเรา พารถทัวร์ขับวน แล้วอธิบายพื้นที่ว่าเป็น one-stop service ให้ชาวบ้าน แจกสบู่ว่านสาวหลงให้พวกเราด้วย ต่อจากนี้แวะบ้านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม  ด้านหน้าเป็นร้านขายต้นไม้ธรรมดา เดินเข้าไปเป็นป่าๆมีบ้าน เรือนเป็นหลังๆ ห้องสมุดด้วย พี่ๆ ไม่นัดผู้ใหญ่ไว้เพราะผู้ใหญ่จะพูดอธิบายยาวมาก แต่พวกเราไม่มีเวลา แต่พอออกมาเพิ่งรู้ว่าคนที่เหมือนคนสวน ยกเชือกให้พวกเราเดินข้ามตะกี้น่ะแหละผู้ใหญ่ วิบูลย์ เวลาเริ่มกระชั้นชิด ก็ไปแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านนายก๊วก สายมินบุรี ขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ส้มตำ หมูเต๊ะ ก็รสชาติใช้ได้ คนเก็บตังค์เป็นกระเทยใส่เสื้อเปิดไหล่ เดินดุดันหน้ากลัวมาก (น้องต่ายบอกหน้าแบบนี้ใครจะกล้าเบี้ยว) เห็นน้องอ๊อด (เป็นครูภาษาอังกฤษอยู่ระยอง) เลี้ยงข้าวน้องๆด้วย  ส่วนเรานั่งกะพี่เอ๋พี่จู พี่เอ๋เลยเลี้ยงข้าวเราแทน (เคล็ดลับในการนั่งกับพี่ๆ) อิ่มแล้วก็มุ่งหน้าไปวัดโสธรธาราม พอไปถึงคิดถึง GFGF มากๆ เพราะเพิ่งมาปล่อยปูกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง (กลับมายืนที่เดิม ที่ที่เคยคุ้นตา) มีเวลาเหลือเล็กน้อย ก็รีบไปไหว้หลวงพ่อโสธรในโบสถ์ใหม่ ถ่ายรูป คนเยอะมากๆๆ แล้วก็มารอที่ท่า ขึ้นเรือล่องแม่น้ำบางปะกง แวะตลาดบ้านใหม่ คุณวิจักษณ์(ประธานชมรมคนแรก เป็นคนฉะเชิงเทรา เรียนที่ลาดกระบัง ตอนนี้เป็นหนึ่งในทีมสร้างสุวรรณภูมิ) เป็นสปอนเซอร์ค่าเรือให้ทุกคน (ขอบคุณค่ะ) แวะตลาดบ้านใหม่ กินไอติมขี้กาเจ้าดัง แล้วก็แวะไปไหว้เจ้าที่วัด เล่ง ฮก ยี่ ธูปกำใหญ่มากๆๆ ไหว้เจ้าปักธูปน้ำตาไหลพรากๆๆเหมือนตอนไหว้เจ้าที่กรุงเทพฯเลย มีจุดให้ปักธูป 30 กว่าจุด เกือบหมดเวลาแล้ว เดินกลับมาก็แวะซื้อ เฉาก๊วยหน้าเด้ง กินแล้วอ่อนวัยเค้าว่างั้น (แต่ต้องกินไม่ใส่น้ำหวาน) แล้วเราก็กะแวะไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือซะชาม (12 บาท) ชามนิดเดียวเอง รสชาติเฉยๆ (เจอพี่พฤกษ์พอดีเลยชวนมากิน พี่เค้าเลยเลี้ยงด้วยเลย (จริงๆเป็นแผน พี่เค้าก็หลวมตัวมากินด้วย haha)) รีบไปขึ้นเรือกลับ น้องปุ๋มกะผึ้ง ช๊อปเพลินเกือบตกเรือ ระหว่างนั้น แนนซี่โทรมารายงานข่าวหลวงพี่อู๋ พอดี ก็ดีใจจัง กำลังคิดถึงอยู่ (อ่อ ก่อนลืม ไกด์บนทัวร์เค้าบอกว่าที่ชื่อว่าแปดริ้วเพราะเค้าแบ่งปลาเป็นแปดส่วนเพราะเมื่อก่อนปลาตัวใหญ่ แต่เดียวนี้ได้แค่สองส่วนก็เก่งแล้ว ส่วนชื่อฉะเชิงเทราเพี้ยนมาจากชื่อแม่น้ำ ภาษาอะไร หรือไรซะอย่างลืมอีกแล้วเนอะฟังไม่ชัด) ก็กลับถึงท่า อาจารย์สุรพงษ์ให้เวลา 15 นาทีสำหรับคนที่ยังไมได้ไหว้หลวงพ่อ ที่นี่ พี่ๆที่ขับรถมาเองหรือใครจะกลับระยองชลบุรี ก็จะแยกย้ายร่ำลากันไป จนออกจากวัดมาได้เกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รับโทรศัพท์จากอ.สุรพงศ์ รถออกไปได้ยังไงผมอยู่นี่! โอ๊ย พวกเราลืมท่านประธานชมรมไว้ที่วัด!!!! อาจารย์ต้องบึ่งมอไซต์ตามมาถึงมอเตอร์เวย์ รถทัวร์ค่อยๆถอยหลังไปเรื่อยๆ สงสารอาจารย์และรู้สึกผิดกันหมด เพราะอาจารย์ก็เล่าว่าเสียสองร้อยค่ามอไซด์ เหยียบ 120 กม.ต่อชม. ไม่รู้ว่าคุ้มมั๊ยที่จะไล่ให้ทัน แล้วถ้าเป็นไรไป เราฟังแล้วเข้าใจอาจารย์เลยล่ะ พี่บัวรินก็ร้องไห้เสียใจ แล้วคุณหมออนุวัฒน์ก็มาคลี่คลายสถานการณ์จนเป็นปกติ อาจารย์ขอให้ลบเรื่องนี้ออกจากสมอง ให้มีความสุข ...18.10 น.ก็ถึงวังสวนผักกาด ก็ร่ำลาทุกคนขอกลับบ้าน

                    ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่ร่วมกันทำบุญในครั้งนี้ คุณวาเลนเป็นคนนำส่งให้ถึงมือผู้รับเลย  ไปเห็นเด็กๆใส่เสื้อผ้าขาดๆลุ่ยๆ ตัวคลุกฝุ่นมอมแมม มีคุณตาคุณยายมาส่งมาดูหลานๆมาที่โรงเรียน มารับหมอน มุ้ง ผ้าห่ม เห็นแล้วรู้สึกเราโชคดีจัง มีครอบครัวอบอุ่น มีการศึกษาที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ดี เห็นแล้วความรู้สึกความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ลดลง ฟังชีวิตของพี่ๆน้องๆ นักเรียนทุน แล้วก็ซาบซึ้ง ที่พวกเค้าทุกคนได้รับการอุปการะจากมูลนิธิในช่วงเวลาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แล้ววันนี้ตั้งใจกลับมาตอบแทนสังคม เหมือนที่อาจารย์ว่า เราเคยเป็นผู้รับแล้ว เป็นผู้ให้บ้าง จะรู้สึกว่ามีความสุขมาก รู้สึกดีที่ได้ไป ทุกคนมีน้ำใจ ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็รู้จักแบ่งปัน โดยเฉพาะกับคนที่มีน้อยกว่า  ถ้ามีโอกาสก็อยากมีโอกาสได้ทำกิจกรรมดีๆแบบนี้อีก ปีหน้ารู้สึกว่าเค้าจะลงใต้ ถ้ามีโอกาสอื่นสำหรับ GFGF social responsibility อีก จะมานำเสนอนะจ๊ะ บ๊ายบายยย

    ป.ล. ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามรออ่านอย่างใจจดใจจ่อ และ นี่เป็นทริปแรกตั้งแต่เกิดมา ที่คุณวาเลนเอากล้องไป แต่ลืมใส่ memory card!! T_T