GFGF's profileGreatFoodGoodFriendsPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 28

    ศักดิ์ศรี...ใช้ไม่ได้กับคำว่ารัก

    คำว่า "ศักดิ์ศรี" ใช้ไม่ได้กับความรัก
     
    ฉันเคยทะเลาะกับเพื่อน แล้วงอนกันเป็นอาทิตย์ๆ ไม่มีใคร "ง้อ" ใคร
    เพราะคำว่า "ศักดิ์ศรี" มันค้ำคออยู่
    ช่วงเวลานั้น ไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นเลย
    มีแต่ความไม่สบายใจ ที่คอยรบกวนใจอยู่ตลอดเวลา
    กว่าจะคืนดีกันได้ ก็วุ่นวายอยู่ตั้งหลายวัน
     
    คนเรา มักชอบทำอะไร "ตรงข้าม" กับหัวใจ
    ลองได้โกรธกันแล้ว คนหนึ่งถามว่า "เป็นอะไรไป"
    อีกคนก็มักจะตอบว่า "เปล่า" ออกมาเป็นคำแรกๆเสมอ
     
    ความรักดีๆ ก็เหมือนบทหนังดีๆ สักเรื่อง
    ผู้กำกับบางคนสร้างหนังเลวจากบทที่ดีได้
    ความรักก็เหมือนกัน คนบางคนก็สร้างความสัมพันธ์แย่ๆ
    จากพื้นฐานความรู้สึกดีๆได้ โดยเฉพาะการเอา "ศักดิ์ศรี" บ้าๆบอๆ
    มาตัดต่อความรักให้มันดูว่นวาย ไม่เข้าใจ
    และไม่มีทางรู้เลยว่า อีกคนต้องการอะไร
    หากมีนักวิจารณ์มาพูดถึงเรื่องราวความรักของเรา
    หนีไม่พ้นว่าคงได้ตำแหน่ง เรื่องรักยอดแย่ของวงการก็เป็นได้
     
    ถ้าการได้มาซึ่งบางอย่าง จะต้องแลกมาด้วยบางอย่าง
    เราก็ต้องเข้าใจว่า "ความรัก" บางทีมันก็แลกมาด้วย "ศักดิ์ศรี"
    ที่ต้องตัดใจโยนทิ้งไปเหมือนกัน
     
    หากรู้ตัวว่ายัง "รัก" กันอยู่
    ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะรักษาคนคนนี้เอาไว้
    อย่าทำ "คนที่เรารักหล่นหายไปจากชีวิต"
    เพียงเพื่อไปยึดติดกับความเชื่อส่วนตัว ที่ไม่ได้ทำให้ความรักดีขึ้น
     
    เพราะสุดท้าย เราก็ต้องเลือกเอาว่า
    อยากจะอยู่กับ "ศั ก ดิ์ ศ รี"
    หรือจะอยู่กับ "ค น ที่ เ ร า รั ก"
     
    PS. ขอบคุณน้องเจแปน ที่ส่งบทความน่าคิดมาให้อ่านนะคะ  
     
     
     
     
     
     
    November 23

    ชีวิตที่ควรปล่อยวาง

          สุพจน์นั่งอยู่ในร้านกาแฟชื่อดัง แต่แทนที่จะมีความสุขกับคาปูชิโนรสโปรด กลับมีสีหน้าขุ่นเคือง ไม่เสบยเอาเสียเลย เพื่อนคนหนึ่งเผอิญเดินเข้าไปในร้าน เห็นอาการของสุพจน์แล้ว แปลกใจจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น"ก็เจ้าพนักงานเก็บเงินที่เคาน์เตอร์น่ะสิ" สุพจน์ตอบ " ดูสายตาของมันสิ""ทำไมเหรอ เขาก็ดูปกติดีนี่" เพื่อนว่า"แกไม่รู้อะไร มันรังเกียจคนอีสาน ดูมันมองฉันสิ ""เพิ่งรู้ว่าแกเป็นคนอีสาน" "ใครว่า หน้าตาฉันแค่เหมือนอีสาน แต่ฉันเป็นคนกรุงเทพ ทั้งแท่ง"

            ถ้าคุณเป็นเพื่อนของสุพจน์ คงอดงงงวยไม่ได้ พนักงานคนนั้นดูถูกคนอีสานจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถึงจะจริง สุพจน์ก็ไม่น่าจะไปหัวเสีย ก็ในเมื่อตัวเองไม่ได้เป็นอีสานสักหน่อย จะไปเดือดร้อนทำไม ถ้าจะทุกข์ร้อนแทนคนอีสานก็ว่าไปอย่าง แต่นี่กลับไปรับสมอ้างว่าเป็นคนอีสาน แล้วก็เลยทุกข์เสียเอง

            ฟังเรื่องของสุพจน์แล้ว ใคร ก็ต้องบอกว่าเขาหาเรื่องใส่ตัวแท้ อยู่ดีไม่ว่าดี

            แต่เอ๊ะ บ่อยครั้งเราก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ เวลาคนอื่นเข้าใจผิดคิดเราว่าคดโกง ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว ฯลฯ ทำไมเราถึงโกรธในเมื่อเราก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดสักหน่อย เหตุใดเราถึงไปรับสมอ้างว่าเป็นอย่างเขาว่า
         
    ลองคิดดูว่าวันหนึ่ง เราเป็นทุกข์เพราะไปรับสมอ้างในเรื่องที่เราไม่ได้เป็น กี่สิบกี่ร้อยครั้ง ใหม่ ก็รับสมอ้างด้วยความเผลอ แต่ในที่สุดก็อาจปักใจเชื่อว่าตัวเองแย่อย่างที่เขาว่าจริง ไม่มีอะไรที่แย่กว่านี้อีกแล้ว

          มีเหมือนกันที่บางครั้งเรารู้ดีว่าตัวไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า แต่ก็ยังทุกข์อยู่ ถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบก็คือ เราทนไม่ได้ที่เขาเห็นเราแย่ เราเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าคนอื่นเห็นเราอย่างไร "เป็น" กับ "เห็น"นั้นต่างกันมาก แต่บ่อยครั้งเรากลับให้ค่ากับความเห็นหรือสายตาของคนอื่น ยิ่งกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่จริง

            นี้คือปัญหาของตัวตนที่ครอบงำใจเรา ตัวตนหรืออัตตานั้นปรารถนาการพะเน้าพะนอ ไม่มีอะไรที่ทำให้มันพองโตเท่ากับคำยกย่องสรรเสริญหรือการพินอบพิเทา เมื่อมีคนชื่นชม เราไม่ค่อยสนใจเหตุผลของเขามากเท่ากับคำว่า "คุณเก่ง" หรือ "คุณสวย"

            ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีคนตำหนิ เหตุผลของเขามีความหมายต่อเราน้อยกว่าคำว่า "เธอแย่" หรือ "เธอขี้เหร่" ตัวตนใหญ่โตเท่าไหร่ ก็เจ็บมากเท่านั้น เพราะรับเอาแรงกระแทกไปเต็ม ทั้ง ที่หลบได้ แต่ไม่หลบเพราะไปยึดถือเอาคำต่อว่านั้นมาเป็น "ของฉัน" หรือ "ของกู" ที่จริงเหตุผลของเขาอาจจะดี แต่พอไปคิดแค่ว่า "เขาว่าฉัน ๆๆ" ก็เลยได้แต่ฟูมฟาย ไม่เอาเหตุผลของเขามาพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่
          เป็นธรรมดาของตัวตนที่ชอบยึดถือสิ่งต่าง ว่าเป็น "ของฉัน" เช่น บ้านของฉัน แฟนของฉัน ชื่อเสียงของฉัน ปัญหาก็คือ พอยึดจนเคยตัวแล้ว ของไม่ดีก็ยึดว่าเป็นของฉันด้วย ผลก็คือแบกเอาคำตำหนิติเตียนมาไว้ในใจทั้งวันทั้งคืน จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะวางก็วางไม่เป็น เพราะยึดไว้เป็นนิสัยเสียแล้ว

          พอยึดถือหนักเข้า ทีนี้อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แม้ไม่เกี่ยวข้องกับตัว ก็ไปยึดไปแบกเอาไว้จนเป็นทุกข์ เพียงแค่มีเสียงดังเท่านั้น ก็ไปคว้าเอาเสียงนั้นมาเล่นงานตัวเอง เสร็จแล้วก็ไปต่อว่าเจ้าของเสียงนั้น แทนที่จะหันมาดูจิตใจของตัวเอง

            คราวหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร ได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยมในกรุงเทพ เมื่อฉันเสร็จโยมก็นิมนต์ให้ท่านเอนกายพักผ่อนก่อนเดินทางกลับวัดที่สิงห์บุรี
          ระหว่างที่ท่านพัก ก็มีเสียงเกี๊ยะดังมาจากข้างบ้านซึ่งเป็นร้านขายของ ศิษย์คนหนึ่งซึ่งอุปัฏฐากท่านอยู่ก็บ่นขึ้นมาดัง ว่า "แหม เดินเสียงดังเชียว"

            หลวงปู่แม้จะหลับตาอยู่ แต่ก็รับรู้ตลอด จึงพูดขึ้นมาเบา ว่า"เขาเดินของเขาอยู่ดี เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง"       ไม่ใช่หูเท่านั้น แต่ตาของเราก็ชอบหาเรื่องไม่ใช่ย่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะใจของเรานั่นเองที่ชอบเผลอไปยึดไปแบกอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ปล่อยวางเสียบ้าง แล้วอะไรต่ออะไรจะดีเอง

    ----------------------------

    การรู้จักยอมเสียบ้าง

    การรู้จักยอมเสียบ้าง

              คนเราเกิดมาไม่ได้เพียงแต่ที่จะชนะเรื่อยไป บางครั้งเราก็ต้องรู้จัก "ยอม" เสียบ้าง เพียงที่จะได้มีชีวิตที่ราบรื่นและเป็นสุข  การ "ยอม" ในความหมายที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่า ตนเองต้องยอมแพ้ แต่ หมายถึงการรู้จักลดราวาศอก การรู้จักผ่อนปรน และ ยืดหยุ่น เพื่อให้ส่วนรวมได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อที่จะให้ตนเองได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว
             
    เมื่อกระทำและรู้จักยืดหยุ่น จะช่วยทำให้จิตใจเราผ่อนคลาย เบาสบายไม่ตึงเครียดจนเกินไป เพราะชีวิตที่แท้จริงต้องรู้จักยอมเสียบ้างไม่จำเป็นที่จะต้องชนะในทุกเรื่องและเสมอไป จงอย่าคิดว่าตนเองจะต้องชนะและได้แต่เพียงฝ่ายเดียว จงเสียบางอย่าง...เพื่อให้ได้บางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งส่วนรวมและตนเอง
             
    เมื่อพบเจอตรอกแคบ....เราจงถอยหนึ่งก้าว เพื่อแบ่งให้ผู้อื่นผ่านได้....การรู้จักถอยก้าวเดียว ฟ้าก็กว้าง.....ทะเลก็ไกล จิตใจเราก็จะปลอดโปร่ง อย่างไร้ศัตรูแน่นอน

    ----------------

                                          เราไม่สู้ เราไม่หนี เราจะทำความดีไปเรื่อย

              ในสังคมเราจะได้พบกับบุคคล 3 ประเภทค่ะ

              1. ประเภทแรก คือ สนับสนุน ให้เราทำความดี

              2. ต่อต้าน ไม่สนับสนุนในการทำความดีของเรา

              3. เฉย ๆไม่ยินดียินร้ายอะไรเลย ต่างคนต่างอยู่

    คำสอนจากหลวงตา

    อ่านแล้วชอบจัง หลายคนคงได้อ่านแล้วล่ะ แต่อยากเอามาโพสต์ไว้เตือนใจ...(ใครบางคน อิอิ)
             วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร

            ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ

            หลวงตานั่งลงข้าง พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา

            คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ

                 มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้

             อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร
             สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาน ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล          

            แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา            

            เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ยังไม่ต้องชำระ

            ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไปเข้าใจใช่ไหม

                      เข้าใจครับหลวงตา เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง